ความเก่งกาจได้รับอิทธิพลจากการกระทำมากกว่าพันธุกรรม ถ้าต้องการพัฒนาความเก่งกาจ ต้องพัฒนาสมองด้วยการฝึกฝนอย่างเข้มข้น 3 step ดังนี้
1) กระตุ้นแรงจูงใจ และออกแบบกลยุทธ์
2) พัฒนาทักษะอย่างรวดเร็ว
3) รักษาแรงจูงใจ สร้างนิสัยเพื่อความสำเร็จระยะยาว
โดยทั้งหมดนี้ ความเรียบง่ายคือหัวใจสำคัญค่ะ
Step 1 กระตุ้นแรงจูงใจ และออกแบบกลยุทธ์
จุดเริ่มต้นเมื่อเกิดความคิดว่า "ฉันอยากจะเป็นอย่างพวกเขาให้ได้"
โดยอาจจะเริ่มจกการปรับทัศนคติ การออกแบบกลยุทธ์ ตามมาด้วยการฝึกฝน รวมถึงการขโมยจากคนเก่งๆ (กลยุทธ์ ก็คือรูปแบบวิธีการที่นำมาซึ่งเป้าหมาย)
1.1) ค้นหาคนที่อยากจะเป็น และเฝ้ามอง
"เฝ้ามอง" แล้วบอกว่า เขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ!!
ตั้งใจดูและฟัง แล้วจำลองแบบแผนในการตัดสินใจของเขาขึ้นมา
หัวใจคือ: การเชื่องโยงเล็กๆน้อยๆระหว่างตัวเรากับคนที่เราอย่างจะเป็น สามารถทำให้เกิดแรงกระตุ้น และแรงจูงใจมากมาย ทำให้เกิดพลังงานของสมองในการร่างเส้นอนาคต
1.2) อย่าอายที่จะขโมย
เวลาขโมยให้พุ่งเป้าไปยังรายละเอียด ที่เฉพาะเจาะจงไม่ใช่ภาพรวมของสิ่งที่เห็น แล้วระบบมาให้ชัดเจนและจับต้องได้
ให้ถามตัวเองว่า สิ่งสำคัญที่สุดในที่นี้คืออะไร? และแตกต่างจากเราอย่างไร?
หัวใจคือ: พัฒนาการทุกอย่างล้วน มาจากการซึมซับข้อมูลใหม่ๆ และนำไปประยุกต์ใช้
1.3) จดบันทึก
จดบันทึก ผลงานวันนี้... ไอเดียสำหรับวันพรุ่งนี้...เป้าหมายสำหรับสัปดาห์ถัดไป
หัวใจคือ: บันทึกเป็นเสมือนแผนที่ ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
Step 2 พัฒนาทักษะอย่างรวดเร็ว
2.1) แยกทักษะที่ต้องการฝึกว่าเป็นทักษะทางตรง หรือทักษะทางอ้อม
ทักษะทางตรง เป็นเรื่องของความถูกต้อง เที่ยงตรงแม่นยำ และทำเหมือนเดิมทุกครั้ง
การฝึกฝน: ช่วงแรกๆเน้นช้า ระมัดระวัง และใส่ใจกับความผิดพลาดเป็นพิเศษ
เหมือนกับการสร้างรอยเลื่อยที่ถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่ครั้งแรกๆ จะประหยัดเวลาและป้องกันปัญหาทีจะเกิดในอนาคตได้มากเลยทีเดียว
ทักษะทางอ้อม เป็นเรื่องของความคล่องแคล่ว และการตอบสนองต่อสถานการณ์ ต้ออาศัยการมองเห็นแบบแผนและโอกาสอย่างรวดเร็ว เกี่ยวข้องกับหลัก 3R Read-ประเมิน, Recognize-เล็งเห็น, Reacting-ตอบสนอง
การฝึกฝน: สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว เผชิญอุปสรรคสารพัดรูปแบบ และตอบสนองต่อมันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้วงจรประสาทสามารถประเมินสถานการณ์ มองเห็นแบบแผน และตอบโต้ได้อย่างฉับไว
เทคนิค: ความฝึกให้ได้จำนวนครั้งมากที่สดและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิด อย่ากังวลกับความผิดพลาดแต่ให้สำรวจทุกแง่มุม หลังฝึกให้ถามตัวเองว่า สิ่งไหนได้ผล? สิ่งไหนไม่ได้ผล? ทำไม?
2.2) ยอมดูเหมือนคนโง่
ลองผิดลองถูก และอย่าเลิกพยายาม อย่ากลัวและอายความล้มเหลว เพราะเมื่อเราพยายามดิ้นรนพยายามทำอะไรก็ตาม เมื่อล้มเหลว และลุกขึ้นมาพยายามอีกครั้ง สมองจะสร้างความเชื่อมโยงขึ้นมา
หัวใจคือ: ความผิดพลาดไม่ใช่คำตัดสิน แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ทำได้ถูกต้องในครั้งต่อไปต่างหาก
สมองคนเราทำงานเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งลำบากยิ่งแข็งแกร่ง
2.3) ขัดเกลาทักษะวันละ 1ส่วนย่อย
มองภาพรวม แบ่งทักษะออกเป็นส่วนย่อยๆที่เล็กที่สุด ประกอบมันเข้าด้วยกัน และฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทุกครั้งที่ฝึกฝนต้องแน่ใจว่าสามารถทำมันได้สมบูรณ์แบบที่สุด 100% ทุกครั้ง
หัวใจคือ: อย่าคาดหวังการพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่จงมองหาวิธีพัฒนาขึ้นวันละนิด เพราะเป็นวิธีที่พัฒนาความความเก่งกาจที่ยั่งยืน
2.4) ซ้อมวันละ 5 นาที ดีกว่าซ้อมสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง
สร้างวินัยในตัวเอง พฤติกรรมนั้นจะกลายเป็นนิสัยได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 วัน
2.5) สนุกกับการฝึกซ้อม
เราสามารถพัฒนาทักษะสมองได้ไวขึ้นหากมองว่ามันเป็นเกมส์ ให้รู้สึกดื่มด่ำ ทุ่มเท และตื่นเต้น
2.6) เรียบง่ายเข้าไว้
สมองมักจดจำภาพได้ดีกว่าแนวคิดที่จับต้องได้ยาก
2.7) เมื่อเห็นข้อผิดพลาดแก้ไขทันที หัดจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นทันทีจนเป็นนิสัย อย่าเบือนหน้าหนี ให้จ้องมองและดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งใส่ใจกับข้อผิดพลาดแล้วหาทางแก้มากเท่าไร สมองก็จะสร้างเชื่องโยงที่ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น ใส่ใจกับความผิดพลาด แต่อย่าฝังใจ
2.8) ฝึกแบบเต่า
สร้างนิสัยใหม่ๆ อย่ารีบร้อน และเตรียมรับมือกับความงี่เง่า เซ่อซ่า และไม่อาไหนในช่วงแรกๆ เพราะวงจรประสาทยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา จงสร้างความเข้มข้นที่ละเล็กทีละน้อย อาจใช้เวลานานหน่อยแต่เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างนิสัยใหม่ เพราะทักษะใหม่ๆต้องใช้เวลาอย่างน้อย8สัปดาห์
หัวใจคือ: การทำอะไรเร็วๆ มักแลกมากับความสะเพร่า ประสิทธิภาพระยะยาว กับความตื่นเต้นชั่วขณะ เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าทำได้ถูกต้องมากแค่ไหน
2.9) สุดโต่งเข้าไว้
การทำอะรัยแบบสุดโต่งจะทำให้เราเข้าใจว่าขอบเขตที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงค่อยๆสร้างทักษะขึ้นมาด้วยความแม่นยำ
2.10) ใช้เทคนิคการประกบคู่
1. สิ่งที่ถูกต้อง
2. สิ่งที่ผิดพลาด
3. สิ่งที่ถูกต้องซ้ำอีกครั้ง
หัวใจคือ: ให้มองเห็นสิ่งที่ถูกต้อง และให้มองเห็นข้อผิดพลาดให้ชัดเจนขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเล็ดลอดสายตาเป็นการเชื่อมโยงผิดๆ
2.11) เปิดใจรับการทำซ้ำ
การทำซ้ำทำให้เราทำงานได้รวดเร็วและถูกต้องมากยิ่งขึ้น อย่ามองว่าเป็นหน้าที่แต่ให้มองว่าเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง
อย่างที่ว่า "ผมไม่กลัวคนที่แตะมาแล้วหมื่นกระบวนท่าหรอก ผมกลัวคนทีฝึกแตะกระบวนท่าเกียวมาแล้วหมื่นครั้งมากกว่า" และ "มีแต่พวกมือสมัครเล่นเท่านั้นที่ร้องหาแต่แรงบันดาลใจ"
2.12) เมื่อติดหล่ม ให้เปลี่ยนวิธี
หลังฝึกไปซักพักความก้าวหน้าเริ่มหยุดนิ่ง ควรเปลี่ยนวิธีใหม่ เพราะจะเป็นการก่อกวนกลไกอัตโนมัติของสมองแล้วสร้างวงจรประสาทที่ดีกว่าและเร็วกว่าขึ้น
Step 3 รักษาแรงจูงใจ สร้างนิสัยเพื่อความสำเร็จระยะยาว
สิ่งสำคัญของ step นี้คือคำว่า "เกือบ" สำเร็จ แม้พยายามทำที่สุดแล้ว และควรตั้งเป้าหมายให้ไกลกว่าสิ่งที่ต้องการเล็กน้อย
Cr: 52 เคล็ดวิชาเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นอัจฉริยะ
Cr: 52 เคล็ดวิชาเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นอัจฉริยะ

No comments:
Post a Comment